091-774-8500091-774-8500
TH
NipaMail Logo
ความสามารถ
ค่าบริการ
ติดต่อเรา
เกี่ยวกับเรา
บทความ
เคล็ดลับง่าย ๆ เพิ่ม Engagement ให้ Email Marketing เห็นผลจริง
Email Marketing

เคล็ดลับง่าย ๆ เพิ่ม Engagement ให้ Email Marketing เห็นผลจริง

บทความเคล็ดลับง่าย ๆ เพิ่ม Engagement ให้ Email Marketing เห็นผลจริง
9 กุมภาพันธ์ 2569
อ่าน 5 นาที
email marketing egagement tips

การทำการตลาดด้วยอีเมล หรือ Email Marketing เปรียบเสมือนเพื่อนเก่าที่รู้จักกันมานานในบางครั้งเราอาจพบว่ามันจำเจไปสักหน่อย แต่ในท้ายที่สุดอีเมลก็ยังเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ไว้ใจได้เสมอ แม้ในปัจจุบันจะมีกลยุทธ์การตลาดที่เข้ามาสร้างความตื่นเต้นและดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคยุคใหม่

จากผลสำรวจของ Marketing Sherpa พบว่า กลุ่มช่วงอายุ 18-34 ปี ประมาณ 70% ต้องการให้บริษัทหรือแบรนด์ธุรกิจทำการสื่อสารกับพวกเขาผ่านทางอีเมล และมีสัดส่วนที่สูงขึ้นในกลุ่มอายุ 35-44 ปี และ 45-54 ปี

อย่างไรก็ตาม แม้อีเมลจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารระหว่างธุรกิจและลูกค้า แต่ก็มีเคสที่ล้มเหลวกับการทำ Email Marketing เช่นกัน ซึ่งสาเหตุสำคัญคือผู้บริโภคยุคใหม่มีความซับซ้อนขึ้น เลือกที่จะเสพข้อมูลข่าวสารหรือเนื้อหาเฉพาะที่ตนสนใจเท่านั้น **โดยข้อมูลจาก Demand Metric and Return Path ระบุว่า อัตราการเปิดอีเมลการตลาดอยู่ที่ประมาณ 15% ส่วนอัตราการคลิกจะอยู่ที่เพียง 8% **

คำถามคือ เราจะเพิ่มประสิทธิภาพของ Email-marketing ได้อย่างไรบ้าง?

ในวันนี้ NipaMail จึงอยากมาแนะนำ 3 เทคนิค ปรับปรุงแคมเปญ Email Marketing ให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ตรงจุดขึ้น พร้อมเพิ่มยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) จากการทำ Email Marketing ได้อย่างมีคุณภาพ

1. Email List – จัดกลุ่มรายชื่ออีเมล

สิ่งแรกที่คุณควรทำเพื่อเพิ่มยอด Engagement คือ การแบ่งกลุ่มรายชื่อผู้รับอีเมลให้ถูกต้องและชัดเจน เพราะการส่งอีเมลการตลาดที่มีเนื้อหาเจาะจงหรือตอบโจทย์ผู้รับแบบเป็นรายบุคคล จะทำให้ Email Marketing ของเราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง

ยกตัวอย่างเช่น การส่งอีเมลแนะนำผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางให้กับกลุ่มลูกค้าผู้หญิงวัยทำงานโดยเฉพาะ ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มอัตราการเปิดอีเมล แต่ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้อีกด้วย

ทั้งนี้ หมวดหมู่รายชื่ออีเมลที่นักการตลาดนิยมแบ่งกันในปัจจุบันมีดังนี้

  • ตำแหน่งงาน
  • ประวัติส่วนตัว
  • ประวัติการซื้อขายในอดีต
  • ประวัติการเยี่ยมชมเว็บไซต์
  • การคลิกหรือเปิดอีเมลในช่วงที่ผ่านมา

2. Subject Line – โฟกัสที่หัวเรื่องอีเมล

เมื่อคุณได้รับอีเมล สิ่งที่จะทำให้คุณตัดสินใจเปิดอีเมลนั้นๆ คืออะไร? คำตอบก็คือหัวข้ออีเมล (Subject Line) นั่นเอง ซึ่งการเขียนหัวข้ออีเมลให้น่าอ่านและน่าสนใจ มี 4 เคล็ดลับง่ายๆ ดังนี้

  • Go to the point เจาะจง ตรงใจ! การใช้หัวเรื่องที่บอกเนื้อหาไปตรงๆ ชัดเจน จะทำให้ผู้รับอีเมล รู้ได้ทันทีว่าอีเมลนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร ต้องการบอกอะไร ทั้งยังช่วยให้ธุรกิจสามารถสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด
  • Personalized เมื่อมีคนเรียกชื่อเรา ยังไงก็ต้องหัน! วิธีการคือ การใส่ชื่อจริง หรือชื่อเรียกของคนที่นักการตลาดกำลังส่ง E-mail นั้นๆ ไป ทำให้ผู้รับรู้ว่า นี่คืออีเมลที่ส่งมาจากคนที่รู้จักจริงๆ นับเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่เรียบง่าย แต่ทรงพลัง
  • Star with Question เริ่มต้นที่คำถาม ชวนให้สงสัย การตั้งชื่อหัวข้อด้วยประโยคคำถาม จะทำให้ผู้รับเกิดความอยากรู้อยากเห็น ช่วยกระตุ้นความสนใจได้เป็นอย่างดี โดยอาจนำหลักการ 5W1H มาปรับใช้ในการตั้งคำถาม ได้แก่ Who, What, Where, When, Why และ How
  • Specific Offer ขึ้นต้นด้วยดีลสุดพิเศษ! ไม่ว่าใครต่างก็อยากเป็นเจ้าของสินค้าคุณภาพในราคาสุดคุ้มค่า ดังนั้น การตั้งชื่อหัวเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิพิเศษหรือส่วนลดในการซื้อสินค้าและบริการ เช่น Save 50%, ลดจัดหนักมากกว่า 20 รายการ ก็จะช่วยเพิ่มสัดส่วนการเปิดอีเมลได้อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ นักการตลาดควรทำ A/B Testing เพื่อประเมินผลและค้นหาวิธีการตั้งชื่อหัวเรื่องอีเมลที่ดีที่สุด เพราะสินค้าหรือบริการแต่ละอย่าง ย่อมมีจุดเด่นหรือจุดขายที่แตกต่างกัน ดังนั้น การตั้งชื่อหัวเรื่องอีเมลก็ควรตั้งให้สัมพันธ์กัน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างตรงเป้ายิ่งขึ้น

3. Frequency and Timing – เลือกความถี่และช่วงเวลาส่งอีเมลที่เหมาะสม

“วันหรือเวลาไหนที่เหมาะที่สุดในการส่งอีเมล?” ช่วงเวลาส่งอีเมลเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะบ่งบอกว่ากลยุทธ์การทำ Email Marketing ของเราประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ การค้นหาช่วงเวลาหรือวันที่เหมาะสมที่สุดนั้น สามารถทำได้โดยการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาวิเคราะห์ เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมการบริโภคให้มากขึ้น โดยมีผลการศึกษาที่ระบุว่า ช่วงเวลาส่งอีเมลที่ดีที่สุดคือ ช่วงเช้า เวลา 9.00-10.00 น. ช่วงเที่ยง 14.00 น. และช่วงบ่ายระหว่าง 17.00 -18.00 น. ส่วนวันที่เหมาะสมคือ วันอังคาร วันพุธ และวันพฤหัสบดี ส่วนวันที่มีอัตราการเปิดอีเมลต่ำที่สุดคือ วันเสาร์และวันอาทิตย์ เนื่องจากเป็นวันหยุด คนส่วนใหญ่พักผ่อน ไม่ตรวจเช็กอีเมลกันนั่นเอง

สำหรับความถี่ในการส่งนั้น อาจพิจารณาจากจำนวนเนื้อหาและสิ่งที่ Subscribers คาดหวัง ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจส่วนใหญ่เลือกที่จะส่งอีเมลแจ้งข้อมูลข่าวสารเดือนละครั้ง (Monthly newsletter) จากนั้นก็เพิ่มความถี่ขึ้นเรื่อยๆ เป็น เดือนละ 2-3 ครั้ง เป็นต้น

การเพิ่มประสิทธิภาพ Email Marketing ส่งผลดีต่อธุรกิจอย่างไร?

  • เพิ่มโอกาสในการขาย เนื่องจากธุรกิจมีรายชื่อกลุ่มผู้รับอีเมลที่มีคุณภาพอยู่ในมือ สามารถส่งอีเมลไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด
  • แสดงให้เห็นถึง “ความใส่ใจ” ที่มีต่อลูกค้า เนื่องจากธุรกิจจะคัดเลือกเฉพาะเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้รับอีเมลแต่ละคน ส่งผลต่อโอกาสในการเปิดอีเมลที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งยังช่วยสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้อีกด้วย

แชร์บทความ

บทความที่เกี่ยวข้อง

Email UI Dashboard แบบไหนที่ธุรกิจควรใช้? ดูแคมเปญง่าย วัดผลได้จริง
Email Marketing

Email UI Dashboard แบบไหนที่ธุรกิจควรใช้? ดูแคมเปญง่าย วัดผลได้จริง

ส่งอีเมลช้า = ยอดขายหาย? รู้ทัน! ผลกระทบที่แบรนด์มักถูกมองข้าม
Email Marketing

ส่งอีเมลช้า = ยอดขายหาย? รู้ทัน! ผลกระทบที่แบรนด์มักถูกมองข้าม

ส่งอีเมลแล้วไม่เข้า Inbox หรือเข้า Spam? ต้องรู้จัก Email Authentication (SPF, DKIM, DMARC)
Email Marketing

ส่งอีเมลแล้วไม่เข้า Inbox หรือเข้า Spam? ต้องรู้จัก Email Authentication (SPF, DKIM, DMARC)

NipaMailบริษัท นิภา เทคโนโลยี จำกัด

72 อาคารโทรคมนาคม บางรัก ชั้น 4 ห้อง 401 - 402
ถนนเจริญกรุง แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500

NipaMail

All FeaturesPricingAPI

LEGAL

Privacy Policy

News & Events

Blog